หน้าแรก บล็อก หน้า 8

เคยคิดไหม คนที่ ไม่มีลูก แก่มา แล้วใคร จะเลี้ยง

0

วันนี้เราก็ได้ไปเจอเรื่องราวดีๆ เลยนำมาให้ทุกคนได้อ่านกัน หลายคนชอบคิดว่า จะต้องมีลูกเอาไว้เลี้ยงดูยามแก่เฒ่า ซึ่งเป็นแนวคิดของคนสมัยก่อนที่มีสืบกันมานาน ซึ่งก็มักจะเป็นแบบนั้นจริงๆ

เสียด้วยในสังคมของเรา แต่ว่าหากจะมองในความเป็นจริงแล้วมันยังจะใช้ความคิดแบบนี้ได้อยู่ไหม “มีลูก ตอนแก่จะได้มีคนเลี้ยงดู” ซึ่งมันจะแปลได้อีกทางว่า หากลูกไม่ยอมเลี้ยงดู คืออกตัญญูอย่างนั้นหรือ ในความเป็นจริงมันเป็นความเห็นแก่ตัวของคนเป็นพ่อแม่กันแน่ ลองมาอ่านกันดู

ในปัจจุบันนี้ก็มีคนแก่ชราหลายคนมากที่เข้ากับครอบครัวของลูก ๆ ไม่ได้ บางทีความคิดแบบเดิมมันอาจจะต้องปรับแล้วก็ได้ ทำไมไม่คิดว่าอยากจะให้ลูกเลี้ยงดูในตอนแก่เป็นการ

ดูแลตัวเองได้ในตอนแก่บ้าง จะเอาสมัยก่อนกับปัจจุบันมาเที่ยวกันมันไม่ได้ ที่พ่อแม่มีลูกตั้งหลายคนยังเลี้ยงได้ ทำไมลูกเลี้ยงพ่อแม่บ้างไม่ได้ ซึ่งมันก็อาจจะน่าคิด แต่ลองมองถึงค่าครองชีพและการใช้ชีวิตของมนุษย์ในปัจจุบันสิมันเหมือนสมัยก่อนงั้นหรือ

เรามีเรื่องราวน่าอ่านและอยากให้ทุกคนทำความเข้าใจตาม ทั้งในมุมของคนเป็นพ่อแม่ และในมุมของความเป็นลูก เรื่องราวมีดังนี้

มีคุณแม่คนหนึ่ง สามีเสียไปนานแล้ว เธอสอนหนังสือหาเงินเลี้ยงลูกชายจนโต เขาเป็นคนเชื่อฟังตั้งแต่ตอนเล็ก พอลูกโต เธอก็ส่งลูกไปเรียนอเมริกา พอลูกเรียนจบก็อยู่ทำงานต่อที่อเมริกาหาเงินซื้อบ้าน แต่งงาน มีลูกหนึ่งคน สร้างครอบครัวที่แสนสุข ตัวเธอเองคิดถึงประโยคที่ว่ามีลูกจะได้มีคนเลี้ยงตอนแก่ คิดถึงสายตาอิจฉาของญาติๆ และเพื่อนฝูง เธอมีความสุขจากใจ ระหว่างรอจดหมายตอบจากลูกชาย เธอก็จัดการเรื่องบ้านและงานจนเรียบร้อย

คืนสุดท้ายก่อนเธอจะเกษียณ เธอก็ได้รับจดหมายที่ส่งมาจากอเมริกาของลูกชาย พอเปิดออกดูข้างในก็เป็นเช็คมูลค่า 3 หมื่นเหรียญดอลล่าร์ เธอรู้สึกแปลกใจมาก เพราะลูกชายไม่เคยส่งเงินให้เธอมาก่อน เธอรีบเปิดจดหมายออกอ่าน ในจดหมายเขียนว่า “แม่ครับ พวกเราได้คุยกันแล้ว ตัดสินใจ และสรุปว่า พวกเราไม่ยินดีให้แม่มาอยู่ด้วยกันที่อเมริกา ถ้าแม่คิดว่าแม่มีบุญคุณที่เลี้ยงดูผมมา คำนวณตามราคาตลาด ก็ประมาณ 2 หมื่นกว่าเหรียญ ผมก็เลยเพิ่มให้นิดหน่อย แล้วส่งเช็ค 3 หมื่นมาให้แม่ หวังว่าต่อไปนี้แม่จะไม่เขียนจดหมายมาอีก”

แม่อ่านจดหมายฉบับนั้นจบก็น้ำตาไหลพราก รู้สึกว่าตัวเองเป็นม่ายมาตลอดชีวิต จากนี้ไปต้องแก่อย่างโดดเดี่ยว เธอเจ็บปวดจนไม่อยากมีชีวิต ต่อมาเธอก็ศึกษาพระพุทธศาสนา หลังศึกษา เธอก็คิดได้ เธอใช้เงิน 3 หมื่นเหรียญเอาไปเดินทางเที่ยวรอบโลก ได้เห็นสิ่งใหม่ๆ มากมาย

หลังจากนั้นเธอจึงเขียนจดหมายหนึ่งฉบับถึงลูกชาย ในจดหมายว่า “ลูกรัก ลูกไม่อยากให้แม่เขียนจดหมายมาอีก ก็ถือซะว่าจดหมายฉบับนี้เป็นข้อความเพิ่มเติมจากฉบับที่แล้วละกัน แม่ได้รับเช็คแล้ว และใช้เงินจำนวนนั้นไปเดินทางรอบโลก ระหว่างเดินทางท่องเที่ยว อยู่ๆ แม่ก็รู้สึกว่า แม่ควรขอบใจลูก ขอบใจที่ทำให้แม่เห็นอะไรทะลุปรุโปร่ง ปล่อยวาง ทำให้แม่ได้เห็นว่าความสัมพันธ์ในครอบครัว เพื่อน และคนรักไม่มีรากหยั่งลึก เปลี่ยนแปลงได้เสมอ

ถ้าวันนี้แม่ยังคิดไม่ตก ยังยึดติด ยังทุกข์อยู่ แม่คงสิ้นลมหายใจไปภายในปีครึ่งปี การปฏิเสธของลูก ทำให้แม่ได้เห็นว่าคนเรามีวาสนาก็ได้เจอ หมดวาสนาก็จากกัน ทุกอย่างไม่เที่ยงแท้ ทำให้แม่เรียนรู้ที่จะสงบและใจเย็น มองทุกอย่างในเชิงบวก แม่ไม่มีลูกแล้ว ไม่มีอะไรให้เป็นห่วง เพราะงั้นแม่ถึงสามารถอยู่ได้โดยไม่มีมัน

“พ่อแม่ที่น่าสงสาร” คนเป็นพ่อแม่อยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูก แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ได้รับกลับไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดมีคนกล่าวไว้ว่า บ้านของพ่อแม่คือบ้านของลูกตลอดเวลา บ้านของลูกไม่เคยเป็นบ้านของพ่อแม่ การให้กำเนิดลูกเป็นงานที่ต้องทำ การเลี้ยงดูลูกเป็นภาระหน้าที่ การพึ่งพาลูกเป็นความเข้าใจผิด ช่างเป็นเรื่องราวที่ไม่น่าฟัง แต่ก็ไม่ฟังก็ไม่ได้ แม้ว่าไม่ใช่ลูกทุกคนจะเป็นเหมือนลูกชายในเรื่องที่ ไม่ มี หัว ใ จ แต่คนเป็นพ่อแม่ไม่ควรคิดว่าแก่แล้วจะพึ่งพาลูก พูดกันตามตรง แก่แล้วต้องดูแลตัวเอง ลูกกตัญญูต่อคุณถือเป็นบุญ ถ้าลูกกตัญญูไม่พอ พ่อแม่ก็บังคับไม่ได้ วิธีที่ดีที่สุดคือ วางแผนชีวิตพึ่งพาตัวเองตอนแก่ไว้

จากมุมมองของสังคม การมีลูกจะได้มีคนเลี้ยงตอนแก่เป็นความปรารถนาในใจ แต่ในยุคปัจจุบัน เศรษฐกิจ สังคม วัตถุนิยม วิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนไป สถานการณ์ในปัจจุบันคือ คนยุคใหม่เปลี่ยนไป คนอายุมากยังยึดติด การที่คนอายุมากยึดแนวความคิดว่ามีลูกจะได้มีคนเลี้ยงตอนแก่ไม่เหมาะสมกับอีกต่อไป สิ่งที่ตามมาคือ โศกนาฏกรรม

พ่อ แม่ ทวงบุญคุณกับลูกได้แต่มันไม่ใช่ลูกทุกคนที่มีศักยภาพพอที่จะดูแลพ่อแม่ได้ เพราะเพียงแค่ชีวิตและครอบครัวของเรามันก็ต้องดูแลเช่นกัน การวางแผนดูแลตัวเองตอนแก่จึงเป็นสิ่งที่คนเป็นพ่อ แม่คนควรวางแผนและอย่าฝากความหวังทั้งหมดมาทิ้งไว้ที่ลูกได้แล้ว มันไม่ใช่ความผิดของลูกที่ดูแลคุณไม่ได้ แต่มันผิดที่คุณที่ไม่ยอมดูแลตัวเองต่างหาก ฝากไว้ให้คิดกันนะ

บ้านธรรมดา ที่เจ้าของ ขึ้นทะเบียน เป็น เกษตกร ทำไร่ แต่วันนี้ เจ้าของบ้าน ไม่อยู่แล้ว

0

เป็นภาพที่พูดได้เต็มปากเลยว่า เห็นทีไรก็จะคิดถึงเจ้าของบ้านทุกที จนแทบน้ำตาไหลได้เลย เมื่อครั้งเฟซบุ๊ก Duke Rangson ได้โพสต์ภาพพร้อมคำบรรยายที่อ่านแล้วกลับทำให้หลายคนต้องจุกกับคำว่า เจ้าของบ้านไม่อยู่แล้วครับ

โดยในภาพนั้นเป็นภาพของบ้านพักส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ในพื้นที่โครงการชั่งหัวมัน จังหวัดเพชรบุรี โดยเนื้อหานั้นความว่า

เจ้าของบ้านไม่อยู่แล้วครับ
บ้านเลขที่ ๑ หมู่ที่ ๕ บ้านหนองคอไก่ ตำบลเขากระปุก อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี
เจ้าของบ้านถือโฉนดและมีชื่อในทะเบียนบ้าน ขึ้นทะเบียนเป็นเกษตรกรทำไร่
นี่ไงครับ บ้านพ่อผม

วังของพระราชาที่ทรงงานหนักที่สุดในโลก

ภาพบ้านพักส่วนพระองค์ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช

ในพื้นที่โครงการชั่งหัวมัน เพชรบุรี

คุณแม่ บุญเรือน โตงบุญเติม สวดคาถา พระฉิมพลี มหาลาภ มหาโชค มหาโภคทรัพย์

0

วันนี้เราจะพาทุกคนมาศึกษาประวัติศาสตร์ตำนาน อภินิหารพระเกจิ ความลี้ลับ ไสຍศาສตร์ เพราะในประเทศไทຍของเรานั้น ต่างก็มีจุดเด่นทางความเชื่ວและมีสถานที่ท่องเที่ยวทางศาสนาแหล่งรวมประวัติศาสตร์ที่มีผู้คนสนใจเป็นจำนวนมาก วันนี้เราขอมานำเสนอเรื่องคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม มาให้ศึกษากัน

หากกล่าวถึง คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม อุบาสิกา ผู้สร้าง “พระพุทโธน้อย” วัตถุมงคลอันลือลั่นมีอำนาจจิตและชื่อเสียงในด้านอิทธิฤทธิ์ และบารมีในการช่วยผู้คน ส่วนในเรื่องพุทธคุณมีเต็มเปี่ยม ของล้ำค่าชิ้นเอกที่ฝากไว้บนแผ่นดินสยามและพระคาถาที่ท่านได้มอบให้ไว้ อีกพระคาถาซึ่งคาถาดังกล่าวบางตำราเล่าว่าแม่ชีได้มาจากพระอินทร์ บางตำราก็ว่าได้มาจากพระสิวลี

พระคาถานี้คุณแม่บุญเรือนได้จากการนั่งสมาธิจิตเมื่อวันศุกร์ที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ “จากตำราได้เขียนบอกไว้ว่าเป็นคาถาที่ท้าวสักกเทวราชหรือพระอินทร์นำมาถวายแด่คุณแม่บุญเรือน”

คุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม ท่านให้สวดตามกำลังวันเพื่อบูชาพระ สิวลีมหาเถระหรือพระฉิมพลี จะเป็นมหาลาภ มหาโชค มหาโภคทรัพย์ และเจริญ ด้วยจตุรพิศพรชัย คือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณธนสารสมบัติประสพสิ่งอันพึงปรารถณาทุกประการนั่นแล

กำลังวันที่กล่าวถึงมีดัง นี้คือ วันอาทิตย์ ๖ วันจันทร์ ๑๕ วันอังคาร ๘ วันพุธ ๑๗ วันพฤหัสบดี ๑๙ วันศุกร์ ๒๑ และวันเสาร์ ๑๐ คาถาพระฉิมพลี(คาถาพระสีวลี) “ตั้งนะโมฯ ๓ จบ” แล้วว่า

“นะชาลีติฉิมพาลี จะ มหาเถโร สุวรรณะมามา โภชนะมามา วัตถุวัตถามามา พลาพลังมามา โภคะมามา มหาลาโภมามา สัพเพชะนา พหูชะนา ภวันตุเม”

ช่อมะม่วงที่ตั้งจิตอธิฐาน ขออำนาจของพระรัตนตรัยจงเป็นที่พึ่ง ขออัญเชิญบารมีอันสูงยิ่งของคุณแม่บุญเรือน โตงบุญเติม จง สถิตสถาพรอยู่กับท่านทั้งหลาย แม้ประสงค์สิ่งใดจงสมประสงค์ทุกประการ และถึงพร้อมด้วยธรรมสี่ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ทุกท่าน เทอญ ฯ

เข้านิโรธครั้งแรก ในวันที่ 20 กันยายน พ.ศ.2496 ที่บ้านสามัคคีวิสุทธิ ถนนวิสุทธิกษัตริย์ คุณแม่บุญเรือนได้เข้านิโรธสมาบัติ อธิษฐานให้มะม่วงออกช่อออกลูกได้ภายในคืนเดียว โดยกิ่งหนึ่งของต้นมะม่วง ท่านอธิษฐานให้ออกช่อเป็นรูปปิ่นปักผม เพื่อเป็นประจักษ์พยานในการถือกรรมฐานกองนี้อย่างบริสุทธิ์ “การเข้านิโรธสมาบัติเป็นการเข้าฌานชั้นสูง ผู้เข้าได้ต้องได้รูปฌาณ๑-๔ และ อรูปฌาณ๕-๘ และมีบารมีเต็ม ส่วนวันนั้น คุณแม่ได้ทรงฌาณ ๘ เต็มกำลังอธิฐานไม่ขยับไม่เคลื่อนออกจากที่ไม่ขบเคี้ยว กินอาหาร ทั้งเวลาตระวันขึ้นและพระจันทร์ขึ้นตลอดแสง ถือเป็นสตรีหนึ่งเดียวที่เข้านิโรธสมาบัติ พิสูจน์ได้และมีประชาชนเป็นสักขีพยานมากหมาย

สีลํ พลํ อปฺปฏิมํ สีลํ อาวุธมุตฺตมํ สีลํ อาภรณํ เสฏฺฐํ สีลํ กวจมพฺภุตํ : ศีลเป็นกำลังไม่มีที่เปรียบ ศีลเป็นอาวุธสูงสุด ศีลเป็นเครื่องประดับอย่างประเสริฐสุด ศีลเป็นเกราะอย่างอัศจรรย์

เข้านิโรธสมาบัติครั้งแรก การเข้านิโรธครั้งนี้ นับเป็นครั้งแรกในจำนวนทั้งสิ้น ๔ ครั้ง โดยครั้งที่ ๓ ที่ จ.ระยอง คุณแม่บุญเรือนได้เข้านิโรธสมาบัติ อธิษฐานให้ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงพระเจริญและแคล้วคลาดจากสรรพภยันตรายทั้งปวง ที่ท่านได้เข้านิโรธสมาบัติ โดยคุณแม่ได้กระทำ ณ สถานที่ดังต่อไปนี้ ๑. บ้านสามัคคีวิสุทธิ ที่ถนนวิสุทธิกษัตริย์ กรุงเทพฯ พ.ศ.๒๔๙๖ ๒. พระพุทธบาท จ.สระบุรี ต้นปี พ.ศ.๒๔๙๙ ๓. บ้านนาซา จ.ระยอง พ.ศ.๒๔๙๘ ๔. พระแท่นดงรัง จ.กาญจนบุรี พ.ศ.๒๔๙๙

ส่วนเรื่องล่องหนหายตัว คุณแม่บุญเรือนบรรลุธรรมแล้ว ก็ได้นั่งกรรมฐานต่อไปอีก จนกระทั่งเวลาใกล้ตี 5 รุ่งเช้า ได้คิดถึงวัดสัมพันธวงศ์ จึงตั้งจิตอธิษฐานขอให้เข้าไปนั่งในศาลาวัดสัมพันธวงศ์ ซึ่งศาลานี้เป็นที่อยู่ของแม่ชีนักปฏิบัติธรรม คุณแม่เองก็เคยอาศัยบำเพ็ญธรรมที่ศาลานี้

พอสิ้นอธิษฐาน แล้วหลับตาลง ก็คล้ายกับหัวได้หกกลับไปเบื้องหน้า คล้ายกับตีลังกา เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ก็ปรากฏว่าตัวเองได้เข้ามานั่งอยู่ในศาลาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ไม่ทราบว่าเข้าศาลามาทางไหน และที่บ้านพักตำรวจกับศาลาวัดสัมพันธวงศ์ก็ไกลกันพอสมควร ขณะนั้น ประตูศาลาวัดยังคงปิดใส่กุญแจอยู่ คุณแม่บุญเรือนจึงได้ร้องเรียกให้พระภิกษุสามเณรซึ่งอยู่ในบริเวณนั้น ช่วยไขกุญแจเปิดประตูให้ที

การล่องหนหายตัวจากสถานที่หนึ่งไปยังสถานที่อีกแห่งหนึ่ง เป็นผลจากการปฏิบัติทางจิตจนได้ “อภิญญา” เมื่อเรื่องที่คุณแม่บุญเรือนหายตัวมาปรากฏอยู่ในศาลาวัด แพร่หลายออกไป ก็มีพระเณรเถรชี อุบาสกอุบาสิกาต่างก็มารุมล้อม

ชีวิตพลิกผัน…ยาว ลูกหยี ปัจจุบันกลับบ้านเกิด ไปใช้ชีวิต ทำไร่ ทำนา ยืนบนขาของตัวเอง

0

เป็นอีกหนึ่งดาราตลกที่เราทุกคนต่างรู้จักกันดี สำหรับ”ยาว ลูกหยี”ซึ่งล่าสุดเขาได้โพสต์ภาพกำลังทำนากับครอบครัว ณ บ้านเกิด อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร และก่อนหน้านี้เคยสัมภาษณ์หลังหันหลังให้วงการบันเทิงว่า…

ผมประสบความสำเร็จในอาชีพเซลส์มาก เพราะสินค้าขายดี บางทีขายจนหมดโกดัง ทำอยู่หลายปีพอมีเงินเก็บ จึงรวบรวมเป็นสินสอด ไปสู่ขอ คุณพิชญา มาเป็นคู่ชีวิต อยู่กินกันมาจนถึงทุกวันนี้ หลังจากลงหลักปักฐานสร้างครอบครัวแล้ว เขายังทำอาชีพเซลส์ขายเครื่องใช้ไฟฟ้าออกบู๊ธตามห้างอีกราว 2 ปี

กระทั่ง หม่ำ จ๊กมก ตลกรุ่นพี่ ซึ่งขณะนั้นยังเป็นลูกน้องในคณะตลก เทพ โพธิ์งาม ไปพบปะเข้า จึงเอ่ยปากชักชวนให้เปลี่ยนอาชีพ หน้าที่ในคณะตอนอยู่กับคุณหม่ำคือ ขนของ เก็บอุปกรณ์ฉิ่ง-ฉาบ วิกผม จนกระทั่งปี 39 ตัวเล่นขาด เลยได้ขึ้นไปบนเวที แต่ยังไม่ได้เล่นอะไรมาก เพราะเล่นไม่เป็น แต่พออยู่ไปสัก 3-4 ปี เริ่มซึมซับมุขต่างๆ จนเกิดความคิดอยากเป็นนักแสดงตลก ตอนเป็นเซลส์มีรายได้วันละ 250 บาท แต่นักแสดงตลกตอนนั้น รายได้อย่างต่ำๆ วันละ 4,000-5,000 บาท แล้วจะไปทำงานอะไรที่มีรายได้ดีเหมือนเล่นตลก ไม่มีแล้ว…

เห็นตลกหลายคนมีบ้าน มีรถ ผมเลยตั้งใจสักวันหนึ่งต้องเป็นตลกให้ได้ ร่วมงานกับหม่ำ จ๊กมก อยู่ได้ราว 3 ปีเศษ เกิดจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิต เมื่อ หยอง ลูกหยี ดาวตลกรุ่นพี่ ลาออกจากคณะ ศรีหนุ่ม เชิญยิ้ม และชักชวนให้คุณยาว มาร่วมตั้งคณะตลกด้วยกัน

ซึ่งนั่นคือจุดเริ่มต้นของฉายา ยาว ลูกหยี ที่ใช้หากินมาถึงปัจจุบัน มาถึงวันนี้ ชั่วโมงบินการเป็นตลกของผม ก็พอทำมาหากินได้อยู่ แต่อาจไม่ยั่งยืนยาวนานนัก เลยอยากพลิกตัวเองมาทำธุรกิจดูบ้าง มันท้าทายดี ดีกว่าไม่มีเงิน แล้วไปหยิบยืมใคร หรือเป็นหนี้เป็นสินเขา ผมชอบยืนอยู่บนขาของตัวเอง…มากกว่า

และล่าสุด ยาว ลูกหยี ได้โพสต์ภาพกำลังทำนากับครอบครัว ณ บ้านเกิด อำเภอเลิงนกทา จังหวัดยโสธร พร้อมข้อความระบุว่า “เก็บตกภาพ ดาวตลกไปทำนา ที่ยโสธรนะคร้าบบบ แห้งแล้งมานานทั้งปี พอพวกเราขึ่นมาทอดผ้าป่าเล็กๆ ฝนดีในทันใดนั้น…เลยอดเห็นพี่ๆน้องๆทำนาด้วยความลำบากไม่ได้ ผมเลยจัดเต็ม ได้ทั่งบุญ ทั้งทำนาด้วย กว่าจะได้มาเป็นข้าวที่รานำมาหุงต้มได้ บอกเลยว่าลำบากคร้าบบ..เพราะฉนั่นอย่าทิ้งขว้างกันเลยคร้าบบบ..ขอฝากใว้..เป็นข้อคิดฮะ”

สวดบท อิติปิโส ก่อนนอน ช่วย คุ้มครอง ให้ แคล้วคลาด

0

บทสวดอิติปิโส เป็นบทสวดที่ศักดิ์สิทธิ์ เชื่อกันว่าใครสามารถทำบทสวดนี้ได้ จะช่วยรักษาคุ้มครอง ให้แคล้วคลาดรอดปลอดภัย ถ้าต้องการที่จะมีชีวิตดีๆ แนะนำว่าให้ส่วนในคืนนี้เลย เพราะในคืนนี้เป็นคืนมงคล สวดแล้วจะช่วยให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ปกปักรักษา

หากท่านใดเร่งรีบ หรือไม่มีเวลาที่จะสวดมนต์ในค่ำคืนนี้ ให้เก็บบทสวดนี้เอาไว้ แล้วเอาไว้สวดก่อนนอนในวันถัดไปก็ได้ จะช่วยให้สงบจิตสงบใจ การสวดมนต์จะทำให้จิตใจของเราไม่ฟุ้งซ่าน เป็นคนที่ค่อยๆคิด อารมณ์เย็นมากขึ้น
และยังมีความเชื่อตั้งแต่สมัยปู่ย่าที่ว่า บทสวดอิติปิโส จะเป็นบทสวดที่ช่วยต่อชะตาอายุให้ยืนยาว ป้องกันสิ่งที่มองไม่เห็น ให้แคล้วคลาดปลอดภัยทุกๆสิ่งไป

บทสวดมนต์ อิติปิโส สวดก่อนนอน

บทสวดมนต์อิติปิโส (คำบูชาพระรัตนตรัย)

อะระหัง สัมมา สัมพุทโธ ภะคะวา, พุทธัง ภะคะวันตัง อะภิวาเทมิ (กราบ)

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม, ธัมมัง นะมัสสามิ (กราบ)

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ, สังคัง นะมามิ (กราบ)

ท่องนะโมตัสสะ 3 จบ ก่อนเริ่มสวดบทอิติปิโส

อิติปิ โส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ วิชชาจะระณะสัมปันโน สุคะโต โลกะวิทู อะนุตตะโร ปุริสสะทัมมะะถิ สัตถา เทวะมนุสสานัง พุทโธ ภะคะวาติ

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม สันทิฏฐิโก อะกาลิโก เอหิปัสสิโก โอปะนะยิโก ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ.

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

อุชุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

ญายะปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

สามีจิปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

ยะทิทัง จัตตาริ ปุริสะยุคานิ อัฏฐะ ปุริสะปุคคะลา เอสะ ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ

อาหุเนยโย ปาหุเนยโย ทักขิเณยโย อัญชะลีกะระณีโย อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสาติ

ด้วยอานุภาพของพระคาถา จะช่วยปัดเป่าสิ่งที่ไม่ดีที่กำลังจะเกิดขึ้นได้ ช่วยเมตตา มหาคาถาลาภยศ การค้าการขายดี เมื่อยกคาถาขึ้นสวดอำนาจพระพุทธคุณก็จะปรากฏ จะทำให้ผู้สวดมีพลังอันศักดิ์สิทธิ์ ทั้งกาย วาจา ใจ ด้วยเดชพระคุณ ขอจงพบโชคลาภ เงินทอง ความสุข ความเจริญ ให้ปรากฏแก่คนที่สวดบทนี้ และคนที่เก็บบทสวดนี้ให้ทุกคนอื่นได้ด้วยเถิด

ที่มา : หนังสือสวดมนต์ Postsara